สมัยกรุงศรีอยุธยา

มวยไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา
                ประวัติศาสตร์ 417 ปี ของกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1988-2310) ประเทศไทยก็ยังคงมีศึกสงครามกับประเทศใกล้เคียงมิได้ขาด ชายหนุ่มในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงต้องฝึกฝนทั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธ และมือเปล่า โดยเริ่มจากภายในวังก่อนแล้วจึง แพร่หลายไปถึงสามัญชน
                สำนักดาบพุทไธสวรรค์ถือเป็นสำนักดาบที่มีชื่อเสียงยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในการฝึกจะใช้อาวุธจำลองคือดาบหวาย ที่เรียกว่า กระบี่กระบอง พร้อมทั้งฝึกการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่าที่เรียกว่า มวยไทย ควบคู่กันไปด้วยในสมัยนี้วัดก็ยังคง เป็นสถานที่สำคัญ ซึ่งประสิทธิ์ประสาทวิชาการต่อสู้ต่าง ๆ นานาให้กับบรรดาชายไทยทั้งวิชาสามัญและวิชาปฏิบัติในเชิงอาวุธ ควบคู่กันไปกับมวยไทย
                สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2147-2233) ยุคนี้บ้านเมืองสงบร่มเย็นและเจริญรุ่งเรืองพระองค์จึงทรงให้การสนับสนุนและส่งเสริมการกีฬาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมวยไทยซึ่งนิยมกันจนกลายเป็นอาชีพ และมีค่ายมวยต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย มวยไทยสมัยนี้ชกกันบนลานดิน โดยใช้เชือกเส้นเดียวกั้นบริเวณเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส นักมวยจะใช้ด้ายดิบชุบแป้งหรือน้ำมันดินจนแข็งพันมือ เรียกว่า มวยคาดเชือก นิยมสวมมงคลไว้ที่ศีรษะ และผูกประเจียดไว้ที่ต้นแขนตลอดการแข่งขัน การเปรียบคู่ชกยึดเอาความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่คำนึงถึงขนาดรูปร่างหรืออายุโดยมีกติกาง่าย ๆ ว่าชกจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้ ทั้งนี้ในงานเทศกาลต่าง ๆ จะต้องมีการแข่งขันมวยไทยด้วยเสมอ ถือได้ว่าการแข่งขันมวยไทยเป็นมหรสพที่สำคัญ มหรสพหนึ่งในงานเทศกาลเลยก็ว่าได้
                  สมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ (พ.ศ. 2240 – 2252) พระเจ้าเสือหรือขุนหลวงสุรศักดิ์ทรงโปรดการชกมวยไทยยิ่ง ครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสด็จไปที่ตำบลหาดกรวดพร้อมด้วยมหาดเล็กอีก 4 คน โดยแต่งกายอย่างสามัญชนเสด็จเที่ยวงานมหรสพ แล้วพระองค์ก็ได้ทรงสมัครเพื่อขอเปรียบมวยกับนักมวยฝีมือดีโดยไม่เกี่ยวว่าจะเป็นใคร ทางสนามจึงได้จัดให้พระองค์ชกกับนักมวยฝีมือดีเท่าที่มีอยู่จากสำนักมวยเมืองวิเศษชัยชาญ ซึ่งได้แก่นายกลางหมัดตาย นายใหญ่หมัดเหล็ก และนายเล็กหมัดหนัก เพื่อให้เปรียบมวยกับพระเจ้าเสือ ซึ่งพระองค์ก็ทรงชกชนะทั้งสามคน นอกจากนี้พระองค์ยังทรงฝึกฝนให้เจ้าฟ้าเพชร และเจ้าฟ้าพรพระราชโอรสมีความสามารถในด้านมวยไทย กระบี่กระบอง และมวยปล้ำ อีกด้วย
                  ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น พระมหากษัตริย์จะทรงโปรดให้มีการคัดเลือกเอาชายฉกรรจ์ที่มีฝีมือในการชกมวยไทยมาต่อสู้กันหน้าพระที่นั่ง แล้วคัดเลือกผู้มีฝีมือเลิศไว้เป็นทหารคนสนิท และทหารรักษาพระองค์ เรียกว่าทนายเลือก เพื่อสังกัดกรมมวยหลวง ซึ่งนายทหารเหล่านี้จะมีหน้ารักษาความปลอดภัยภายในพระราชวังหรือตามเสด็จในงานต่าง ๆ ทั้งยังเป็นครูฝึกมวยไทยให้แก่พระราชโอรสและทหารอีกด้วย ส่วนในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่สอง (พ.ศ.2310) ประเทศไทยมีนักมวยที่มีชื่อเสียงก้องโลกท่านหนึ่ง คือ นายขนมต้ม
                  นายขนมต้ม เป็นเชลยไทยที่ถูกกวาดต้อนไปยังพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงฯ ครั้งที่สอง แต่ต่อมาในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2317 พระเจ้ากรุงอังวะ กษัตริย์พม่าทรงโปรดให้จัดงานพระราชพิธีสมโภชมหาเจดีย์ ณ เมืองย่างกุ้ง และตรัสให้จัดหานักมวยไทยฝีมือดีมาเปรียบกับนักมวยพม่าเพื่อชกกันหน้าพระที่นั่ง ซึ่งครั้งนี้นายขนมต้มชกชนะนักมวยพม่าถึง 10 คนรวด โดยไม่มีการพักเลย จนพระเจ้ากรุงอังวะถึงกับตรัสชมเชยว่า คนไทยแม้จะไม่มีอาวุธ มีเพียงมือเปล่า 2 ข้าง ก็ยังมีพิษสงรอบตัว การชกมวยในครั้งนี้ถือเป็นการเผยแพร่ศิลปะมวยไทยในต่างแดนเป็นครั้งแรก ทั้งยังเป็นการประกาศศักดานุภาพของมวยไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก ดังนั้นนายขนมต้มจึงได้รับการขนานนามว่า บิดาแห่งมวยไทย และในวันที่ 17 มีนาคม ก็ถือว่าเป็นวันมวยไทยอีกด้วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กรกฎาคม 2014
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: